Posted by on มิ.ย. 25, 2014 in Blog | 59 comments

 


200

คิดว่าจะเขียน toppic นี้มานานแล้ว เพราะมีนักอ่านมาขอคำปรึกษาเกี่ยวกับการเขียนนิยายอยู่เรื่อยๆ แล้วเราก็ต้องมาตอบใหม่ซ้ำๆ อยู่หลายครั้งจนคิดว่า เออ!! เขียนให้อ่านเป็นกิจลักษณะเลยดีกว่า ใครถามมาจะโยนลิงค์นี้ให้ซะเลย  อย่างน้อยคนที่เข้ามาอ่านก็ (อาจจะ) ได้ความรู้ไปบ้าง ส่วนเราเองก็ไม่ต้องอธิบายบ่อยๆ ให้เสียเวลา และบางทีเราอาจจะอธิบายไม่เคลียร์ ตอนนั้นอาจจะมีเวลาน้อย หรือบางทีนิสัยไม่ดี ขี้เกียจบ้างอะไรบ้าง อาจจะตอบได้ไม่ครอบคลุม แล้วคนถามอาจจะเกรงใจไม่กล้าถามต่อด้วย เราเข้าใจนะว่าเรื่องการเขียนนิยายเนี่ย บางคนเค้าก็ไม่รู้จริงๆ ว่าจะเริ่มจากตรงไหน ต้องทำยังไง คิดว่าเอนทรี่นี่น่าจะพอมีประโยชน์อยู่บ้าง

 

แอบขอออกตัวก่อนว่า ไม่ได้เก่งอะไรมากมาย ไม่ได้เซียนขึ้นครูถึงขนาดจะมาสอนใครได้เป็นเรื่องเป็นราวขนาดนั้นนะ วิธีการเขียนและคำแนะนำที่อธิบายในนี้เป็นสไตล์การแต่งนิยายวัยรุ่นของเราเอง ไม่ ได้เป็นมาตฐาน หรือทุกคนต้องเอาตามแบบนะจ้า ขอเรียกว่ามาแชร์วิธีการทำงานของเราละกัน เพราะตัวเราเองก็แต่งนิยายแนววัยรุ่นมา 7 ปีแล้วล่ะ ถือว่านี่เป็นอาชีพเลี้ยงปากท้องของเราเลยก็ว่าได้ ถึงจะไม่ได้เก่งพอจะสอนใคร แต่เราพอจะมีประสบการณ์ที่สะสมมาแนะนำมือใหม่ทุกคนนี่ละ

 

การเขียนนิยาย 1 เรื่อง มี 3 ขั้นตอนใหญ่ (ไม่นับย่อย)

  1. วางพล็อต
  2. ลงมือแต่ง
  3. ตรวจทาน/ส่งให้ สนพ. พิจารณา

 

ถ้า นิยายของคุณผ่านการพิจารณา คุณก็จะได้ตีพิมพ์ออกมาเป็นหนังสืออย่างที่เราเห็นทั่วๆ ไปตามร้านหนังสือค่ะ และมีค่าตอบแทน (แน่นอนว่าคือเงิน!) ซึ่งแล้วแต่ว่า สนพ. ที่คุณทำสัญญาด้วยจะตกลงกันไว้ที่เท่าไหร่ อย่าง สนพ. แจ่มใส ไม่มีค่าลิขสิทธิ์ให้ค่ะ (เป็นเงินที่เราได้เปล่าเลย เรียกว่าค่าสมองของเราก็ว่าได้) แต่แจ่มใสให้ค่าตอบแทนเป็น 10% จากยอดพิมพ์

 

หมายความว่า สมมุติ สนพ. X พิมพ์นิยายของคุณ 100 เล่ม ราคาเล่มละ 100 บาท

คุณจะได้ค่าลิขสิทธิ์ 1,000 บาทค่ะ เย้

 

ไม่ว่าหนังสือของคุณจะขายออกหรือไม่ แต่คุณก็ได้ 1,000 บาทของแท้และแน่นอนค่ะ

 

แต่ถ้า สนพ. O บอกว่าแบ่ง 10% จากยอดขาย

หมายความว่า สนพ. O พิมพ์นิยายของคุณ 100 เล่ม ราคาเล่มละ 100 บาท

แต่ทำยอดขายได้แค่ 5 เล่ม

คุณจะได้ค่าลิขสิทธิ์ 50 บาทค่ะ

 

(หนังสือเหลือทำไงดีหว่า อันนี้อยากรู้เหมือนกัน แงงง)

 

 

109904393

 

7 Step การก้าวสู่การเป็นนักเขียน – และผู้ที่เป็นนักเขียนอยู่แล้วก็ใช้ได้

 

 writer-work

 

1. เมื่อเริ่มอยากเขียน = เริ่มวางพล็อต
.
2. ถ้าไม่วางพล็อตก่อนเขียน คือหลุดออกไป (ลอย) ทะเล เขียนไม่จบสักทีนั่นล่ะ
.
3. เมื่อคุณวางพล็อตนิยาย ก็เปรียบเหมือนคุณอยู่ในเส้นทางสู่ความสำเร็จ พุ่งไปข้างหน้าเป็นเส้นตรงนั่นเลย! ส่วนเส้นประ ก็อย่างที่เห็น… ออกทะเล เที่ยวเล่น เขียน-ไม่-จบ
.
 
4. เมื่อคุณมีวินัยในการเขียน คุณวางพล็อต = สำเร็จออกมาเป็นเล่มแล้วน้า
    4.1 ข้อยกเว้นอย่างหนึ่งที่คุณไม่ต้องทำตามพล็อตเด๊ะๆ คือคุณมีไอเดียใหม่ที่ดีกว่า และ-ต้อง-คิด-ให้-จบ ก่อน-ค่อย-เขียน-นะ-จ้ะ! ที่สำคัญมากเลยคือ อันที่คิดใหม่ ต้อง-เชื่อม-กับ-ของ-เก่า!
.
5. ไม่ว่าคุณจะผ่านการพิจารณาหรือไม่ หมั่นหัดอ่าน หาความรู้อยู่เสมอ ศึกษาวิธีการการเขียนของนักเขียนท่านอื่นๆ ดูวิธีการใช้คำ
.
 
6. ออกไปหาแรงบรรดาลใจ อย่าอยู่แต่บนโลกแค่บๆ สังคมเดิมๆ อะไรก็เดิมๆ แล้วจะเอาอะไรมาแต่งละจ้า
.
7. ขอตีเป็น 2 ประเด็นคือ
   7.1 เมื่อนิยายผ่าน ได้ตีออกมาเป็นรุปเล่ม ก่อนอื่นต้องขอแสดงความยินดีด้วยนะคะ อย่าคิดว่าเราแต่งสนุกสุด ให้เตรียมรับกระแสทางลบไว้บ้าง เราไม่สามารถแต่งนิยายออกมาได้ถูกใจทุกคนในโลกนี้ ใครชมก็เก็บไว้เป็นกำลังใจ ใครด่าก็ให้เก็บไว้เป็นบทเรียนแล้วก็เอาไปปรับปรุงพัฒนาผลงานตัวเองต่อไป
   7.2 นิยายไม่ผ่าน เสียใจที่สุด แต่เมื่อหายเสียใจแล้ว กลับไปที่วิธีที่ 5 ซะและจงอ่านมันเข้าไป! ศึกษามันเข้าไป เมื่อคิดว่าตัวเองเริ่มมีวิชากล้าแกร่งแล้ว เริ่มต้นที่วิธีที่ 1 อีกครั้ง

 

109904393

 

 

ว่าด้วยเรื่องพล็อต

การวางพล็อต/ อะไรคือพล็อต/ อะไรคือทรีตเม้นท์/วางพล็อตไปทำไม/วางยังไง/ โครงเรื่องคืออะไร

 

161

 

 

 

 

 

 

 

 

icon_kuma_mini5  Plot คืออะไรหรอ ?

 

เนื้อ เรื่อง/โครงเรื่อง นิยายของเรานั่นล่ะ สิ่งที่เราคิดจะเขียน สิ่งที่เราคิดจะพิมพ์ถ่ายทอดออกไปให้ชาวบ้านได้รับรู้ว่ามันสนุกเลิศเลอเพียงใด

 

 

icon_kuma_mini5  วาง Plot ไปทำไม??

 

จะได้ไม่ลืมไงคะว่าคุณจะเขียนอะไร / เรื่องแบบไหน / เกี่ยวกับอะไร

 

 

icon_kuma_mini5 ไม่ลืมหรอก

 

ไม่จริง!

 

 

icon_kuma_mini5ไม่เขียนได้มั้ย?

 

ได้…. แต่มีโอกาสที่จะลืมว่าจะตัวเองเขียนอะไร/เขียนถึงไหน/ลืมปม/ลืมพล็อต ลืม ลืม ลืม ลืม หมดแล้วก็เขียนไม่จบ  icon_k_okoru

 

 

 

icon_kuma_mini5 แล้วเขียนยังไงเหรอคะ??

 

00

 

 

 

 

 

 

 

ขอเชิญชมตัวอย่างแบบสั้นๆ ค่ะ (ไม่ใช่จาก chapter 3 แล้วข้ามไป 16 เลยนะ เผื่อบางคนจะเข้าใจผิดซะงั้น นี่เอามาลงแบบย่อๆ เฉยๆ)

 

 

 

plot-work

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

และขออธิบายดังนี้ อี้อี้อี้

 

ชื่อเรื่อง AUS-BOY (เขียนจบค่อยคิดก็ได้ ไม่ต้องรีบ )
แนว เขียนเพื่อให้รู้ว่าตัวเองแต่งเรื่องแนวไหน ตลก จะได้เขียนฮาๆ แต่ถ้าเศร้าก็จะได้พยายามดึงเรื่องให้มันหม่นๆ
จุดสำคัญ  ประเด็นที่เราอยากเขียน เหมือนแว่บแรกที่เราคิดพล็อตออก เราอยากให้เรื่องนี้มันเป็นยังไง / มีอะไร / เช่นในตัวอย่างเรื่องนี้ อยากให้นางเอกกับพระเขียนโปสการ์ดหากันมาก่อน เราก็โน้ตตรงนี้ทิ้งไว้ เราจะได้ไม่ลืมว่าต้องใส่จุดนี้ลงไปด้วยนะ/ หรือเขียนต้นกำเนิดแรงบันดาลมาจากไหนก็ได้ ทุกครั้งที่เห็นบรรทัดนี้ เราจะได้นึกขึ้นได้ว่า อ้อ! เราแต่งมาเป็นร้อยๆ หน้าเพื่อสิ่งนี้ล่ะ! อยากให้มันปล้ำกัน เย้ย! เป็นต้น
 
Chapter 1(ตอนที่ 1 ) การวางพล็อตซอยลงเป็นตอนๆ แบบนี้ เพื่อช่วยให้เราเรียงลำดับเหตุการณ์ของเรื่องได้ง่ายขึ้น อย่างบทแรกๆ ก็ต้องปูพื้นให้คนอ่านเข้าใจก่อน เป็นต้น
Chapter 2 ค่อยๆ วางเรื่องไปเรื่อยๆ ตัวละครในหนังสือไม่ใช่มีแค่ตัวสองตัว ก็ค่อยๆ ให้ออกมาโผล่ แต่อย่าลืมว่าตัวละครทุกตัวที่ออกมาเนี่ย บทมาก = แปลว่าสำคัญมาก ถ้าเขียนออกมาเพื่อจะพูดคำเดียวก็ไม่ต้องให้ความสำคัญ อธิบายเป็นวรรคเป็นเวร ไม่งั้นมันก็จะเยอะแยะแสนแปดไปหมด ตัวสำคัญๆ ก็เอาออกมาให้บ่อย หรือถ้ากลัวมันเยอะไปก็ให้วางลักษณะเด่นของตัวนั้นออกมาเลย เช่น เกลียดนางเอกมาก
Chapter 3 เจอพระเอกที่โรงเรียน เป็นรุ่นพี่ / เครียด เขียน เสร็จก็ฆ่าทิ้งไปทีละตอนๆ แบบนี้ เวลามาเปิดเช็คดู จะได้รู้ว่าเขียนไปถึงตรงไหน เหลืออีกเท่าไหร่ ยิ่งขีดใกล้หมดก็ยิ่งมีกำลังใจ
Chapter 16 ให้พึงระลึกไว้เสมอว่า เราต้องมีคำตอบทุกครั้งที่คนถามว่า‘ใส่ฉากนี้มาทำไม’อย่าง ในตอนที่ 16 ตอนจบใส่ฉากเต้นรำ เพื่อจะให้เป็นฉากที่แสดงถึงความสุข พระนางรักกันแล้ว แต่ถ้าคุณให้เหตุผลไม่ได้ ไม่รู้ แค่อยากให้มีงานเต้นรำ ไม่รู้จะเขียนอะไร ยังงี้เป็นต้น งั้นก็ลบฉากนี้ทิ้งไปเลย*เขียนฉากนี้ขึ้นมา เพื่อให้เห็นความน่ารัก+หวานของพระนาง แบบนี้โอเคนะ ไม่ต้องมีเหตุผลมารองรับ แต่เขียนมันติดกัน 10 ฉาก จะหวานอย่างเดียว รู้ใช่มั้ยว่ามันคืออะไร เลี่ยนไงล่ะ*ระวังเขียนวนอยู่ซ้ำที่เดิม บางทีเขียนฉากที่อยากให้รู้ว่าตัวละครกำลังอินเลิฟ/หรือเศร้า เช่น นางเอกอกหัก พอได้ยินใครพูดอะไรตำใจ แล้วก็ร้องไห้ ฉากต่อไป ได้ยินอะไรแทงใจ ร้องไห้อีก ร้องมันอยู่นั่นละ เมื่อไหร่จะจบนี่ -.-
ไม่ต้องใส่บทสนทนาลงในนี้นะ เพราะเวลาไปเขียนจริงๆ ก็จะไม่พิมพ์ตามที่เขียนเอาไว้หรอก (ไม่เชื่อลองดู) แต่ถ้าตอนกำลังวางพล็อต ช่วงนั้นสมองเราจะไหลเว่อร์ประโยคนี่มันแจ่มมากแล้วก็เด้งขึ้นมาในหัว ถ้าเป็นแบบนี้ก็ให้โน้ตเอาไว้ (นี่ไง เค้าถึงให้วางพล็อต คิดอะไรก็จดไว้จะได้ไม่ลืม)
วางพล็อต อย่าลืมคำนึงถึงความเป็นไปได้/ความต่อเนื่อง / แต่ถ้าค่อยๆ นั่งทำไปตั้งแต่ต้นจนจบ ก็จะไม่มีปัญหาประมาณว่า ตัวนี้ตายไปแล้วทำไมมาโผล่ตอนจบได้ แน่นอน 555+  อีกอย่างใครกลัวว่าจะสับสน เรียงไม่ถูกอะไรมาก่อนมาหลัง เมเชื่อว่าพอเขียนออกมาแบบนี้ เราจะรู้ได้อัตโนมัติว่าอันไหนมาก่อน เพราะเหตุมันต้องมาก่อนผลเสมอ ร่างพล็อตก็เหมือนนับ 1 ถึง 10นาทีที่คุณไม่เรียงตามลำดับ คุณจะรู้สึกได้ทันทีเลยล่ะ

 

นี่เป็นตัวอย่างแบบคร่าวๆ ถ้าคุณทำบ่อยๆ ก็จะเก่งขึ้นมากเรื่อยๆ

อ้ะ! ไม่ต้องทำกรอบ ตีตารางอะไรแบบในตัวอย่างนะ 555+ ที่ทำมาเนี่ย เพื่อจะได้เพื่อนๆ ได้ดูแล้วก็เข้าใจง่ายๆ แค่นั้นละจ้า (แต่ถ้าซาดิสม์ก็ลองดู มันก็อ่านง่ายดีนะ 55) สมุดพล็อตที่เมใช้เขียนเนี่ย ชื่อพระนางแทบไม่เขียนเลย บางทีก็จะใช้ตัวย่อชื่อเล่นไปเลย D บ้าง M บ้างอะไรก็ว่าไป ไว้จะ edit มาให้ดูคราวหลังละกันว่าเละแค่ไหน

 

 

icon_kuma_mini5ทรีตเมนต์คืออะไรเหรอ

 

มันก็คือชื่อเรียก การวาง/เขียนพล็อตแบบละเอียดอีกอย่างหนึ่ง อยากเรียกแบบนั้นก็ได้ เก๋ๆ 55+ แต่ส่วนตัวเมจะใช้คำว่าวางพล็อตนิยายบลาๆ อะไรประมาณนี้มากกว่า เพราะว่าเท่าที่เคยเห็นทรีตเมนต์ของจริงมา มันจะละเอียดมาก ต้องลงฉาก/สถานที่/ข้างนอกหรือข้างใน/ กลางวันหรือกลางคืน/ อะไรประมานนี้ ซึ่งสำหรับเมมันว่าเยอะไป อันนี้เอาไว้สำหรับถ่ายหนัง บทละครประมาณนี้น่าจะเวิร์คกว่า

 

ตย. ทรีตเมนต์ของหนังเรื่องเรื่องหนึ่งที่เมได้มีโอกาสเห็นของจริงมาค่ะ (ไว้หนังออกแล้วจิมาเฉลยว่าเรื่องอะไร) อันนี้ยกแบบฉากมาส่วนสั้นๆ นะคะ บางฉากก็จะละเอียดมากๆๆๆๆ เขาจะเรียงฉากตั้งแต่ 1-100 ถ้าอันไหนมีตัดฉากไปตรงไหน เค้าก็เขียนโน้ตไว้แยกอีก จะเห็นว่ามันละเอียดลงลึกตั้งแต่ในร่มนอกร่ม / สถานที่ / เวลา  อะไรแบบนี้เลยใช่มั้ย แต่ใครอยากจะทำถึงขั้นนี้ก็ได้นะ รับรองว่านิยายคุณไม่หลุดวงโคตรแน่นอน แต่เมไม่ไหวอะ 555 เพราะเขียนเอง เราทำงานคนเดียว เรารู้อยู่เวลาฉากไหนเป็นยังไง กลางวันกลางคืน เป็นต้น

 

treatment

 

 

 

 

 

 

 

 

icon_kuma_mini5เขียนพล็อตเสร็จแล้วทำอะไรต่อคะ

 

ต้องเสร็จจริงๆ นะ ไม่เสร็จห้ามแต่งเด็ดขาด (ย้อนขึ้นไปอ่าน 7 Step ข้างบน และจะเป็นอย่างข้อที่ 2 ) ในเมื่อเราได้พล็อตแล้วก็เริ่มเขียนเลยค่ะ ส่วนตรงนี้เมไม่สามารถช่วยเหลืออะไรได้แล้ว อันนี้ต้องเป็นความสามารถของแต่ละคนว่าจะดำเนินเรื่องยังไง บรรยายไปไหน (ลองอ่านหัวข้อว่าด้วยการเขียนนิยายดูนะ หรือย้อนขึ้นไปดู step ที่ 4 ด้านบน) แต่ถ้าเมื่อไหร่ที่ไม่รู้จะเขียนอะไร เปิดพล็อตที่เขียนเอาไว้ (ซึ่งเราเขียนไว้จบแล้วขิมิละ) แล้วเราก็แต่งตามนั้นจ้ะ รับรองไม่หลุดโค้ง ไม่ออกทะเล จบแน่นอน!!

 

 

01

 

110137802   คิดว่ามาถึงตรงนี้น่าจะเข้าใจแล้วว่ามันคืออีหยังใช่มั้ยละ

ประโยชน์ของการวางโครงเรื่อง เขียนพล็อตไว้คร่าวๆ แล้ว

เราจะได้เห็นภาพรวมของเรื่องยังไง เขียนแบบไหน/อารมณ์ไหน/ประมาณกี่ตอน

 

 

03

 

 

 

110137802   วางพล็อตเท่านั้น พล็อตสำคัญจริงๆ นะเห็นมั้ย

ไม่ตัน และต่อเรื่องทั้งหมดติดแน่นอน!

 

 

 

04

 

 

 

 

110137802 กรณี วางพล็อตแล้วก็ต้องเขียนทิ้งไว้ด้วยจ้ะ ไม่งั้นก็ลืมใช่มั้ยละห้ามคิดว่าแต่งสดๆ ไปเลย ถึงไหนกันยู้ฮูวววว

เพราะเรื่องมันอาจจะไปคนละทางกับที่เราเคยคิดเอาไว้

 

จำเอาไว้ว่าเขียนนิยายแบบไม่มีพล็อต เขียนสดๆ คิดอะไรก็เขียน มีโอกาสที่เรื่องจะออกไปกาแล๊คซี่สูงมากมาก โดยเฉพาะมือใหม่ๆ ที่ห้าวันมาเขียนทีหนึ่ง หกวันกลับมาเขียนใหม่ อะไรแบบนี้เพราะลืมหมดแล้วว่าเขียนอะไรไป

 

 

05

 

 

110137802จำไว้ว่ามันเสียเวลา!! ถ้านิยายเรื่องนี้ทำเงินได้ แปลว่าเราก็เสียโอกาสด้วย!!

 

 

ให้สามคำ เขียน-พล็อต-ก่อน   ค่า!!

 

 

109904393109904393

 

 

ว่าด้วยเรื่อง วิธีการเขียนนิยาย

เขียนนิยายให้สนุก/ราบรื่น/เขียนยังไงให้จบ/

 

 

205 ในส่วนของพาร์ทนี้…. เรียกว่าอยู่ที่กำลังภายในของแต่ละคนแล้วล่ะค่ะ ว่ามีมากน้อยเท่าไหร่ เก็บเกี่ยวมามาก เขียนมันอยู่ทุกวัน อ่านมันอยู่ทุกคืนก็เก่งมากขึ้นเรื่อยๆ กว่าที่เมจะเขียนได้แบบทุกวันนี้ก็ต้องใช้เวลาถึง 7 ปีในการฝึกฝน แต่เพราะว่าเขียนเป็นประจำอยู่แล้ว ทำให้วิธีการเขียนก็พัฒนาขึ้นเรื่อยๆ (อย่างน้อยก็ดีกว่าเมื่อ 7 ปีที่แล้วละฟะ 555+)

 

เมว่าส่วนตรงนี้ สามารถวัดได้เลยว่า ใครมีใจรักในการเขียน / ใครอยากเป็นนักเขียนจริงๆ บ้าง

เพราะ มันต้องอดทนแล้วก็หมั่นฝึกฝนอยู่เรื่อยๆต้องใช้เวลาอยู่หน้าคอมพิวเตอร์วัน ละหลายๆ ชั่วโมง นั่งพิมพ์บ้าอะไรไม่รู้เต็มไปหมด ไม่ได้เล่นเฟซบุ้คหรือเกมเหมือนคนอื่น
นักวาด นักดนตรี นักกีฬา มีใครบ้างเก่งมาจากท้องพ่อท้องแม่

นักเขียนก็เช่นกัน ถ้าไม่เคยอ่าน ไม่เคยเขียน ก็ไม่มีวันเก่งหรอกจริงมั้ย

ถ้าคุณรักที่จะเป็นนักเขียน คุณก็ต้องอดทนแล้วก็มุ่งมั่นต่อไปอย่าถอยยยย สู้ว้อยยย
ต่อไปนี้จะเป็นการตอบคำถามที่หลายๆ คนสงสัย เมว่าคำถามที่ยกมาแปะตรงนี้ค่อนข้างครอบคลุมที่หลายๆ คนสงสัยแล้วนะคะ แต่ถ้ามีตรงไหนยังไม่เคลียร์ ก็ฝากคำถามทิ้งไว้ได้นะ

 

 

 

06

 

 

 

110137802  ตอบส่วนคำถามแรกนะจ้า อืม… ตอบยากนะเนี่ย แต่ให้เริ่มจากเขียนพล็อตที่ตัวของเราเองก็ยังรู้สึกว่ามันสนุก/แปลก ไม่เหมือนใครอะไรประมาณนี้ก่อน เอาแค่แต่งแล้วรู้สึกสนุกกับมันก็พอแล้ว ส่วนที่เหลือที่ถามมา เราต้องวางพล็อตก่อน ทีนี้ก็ผูกเข้าไปเลย ร้อยแปดพันปม เพราะเวลาวางพล็อตมันคิดมาจนจบอยู่แล้ว ไม่มีทางลืมปมแน่นอน

 

 

07

 

 

110137802อ่านเยอะๆ ค่ะ อ่านหนังสือที่เราชอบ หนังสือเรียนก็ได้/นิยายก็ดี ที่ดำเนินเรื่องแบบสรรพนามบุรุษที่ 3 (ตัวอย่างเช่น เขาเดินมาหยิบปากที่ตกอยู่ใต้ตก พลันเหลือบเห็นบลาๆๆๆ) อ่านบ่อยๆ อ่านเยอะๆ แล้วก็ดูวิธีการใช้คำค่ะ

 

 

08

 

 

 

110137802 พวกเชื่อมนิยายหลายๆ เล่มเข้าด้วยกัน เวลาเขียนให้จินตนาการว่านี้คือโลกๆ หนึ่ง อะไรก็เกิดขึ้นได้ ไม่ต้องเป็นห่วงค่ะ เวลาเขียนขออย่างเดียวอย่าไปฟิกซ์ หรือมีมีข้อจำกัดอะไรใดๆ ทั้งสิ้น พยายามเขียนให้กว้างๆ เข้าไว้ ไม่ต้องลงรายละเอียดที่เรายังไม่รู้แน่ชัด (ไม่งั้นมันจะเป็นการมัดตัวเอง)

 

แต่ละ Chapter ควรมีความยาวไม่น้อยกว่า 5 หน้า ไม่งั้นมันจะสั้นไป คนอ่านจะรู้สึกว่า อ้าว ตัดตอนอีกแล้วเหรอ? แต่ถ้าถามว่าต้องยาวแค่ไหน อยากให้ดูความเหมาะสมมากกว่า เพราะบางทีก็ 7-8 หน้า บางทีก็เกือบ 15 หน้าขึ้นไปเลยถึงจะตัดตอนใหม่ เพราะฉากนั้นกำลังเข้มข้น ตัดแล้วมันสะดุด แล้วจะไปตัดมันทำไมล่ะ
ส่วนใหญ่เริ่ม Chapter ใหม่เพื่อขึ้นฉาก/สถานที่ใหม่ / ตัวละครเข้ามาแทรก เบี่ยงประเด็นออกไป เป็นต้น

 

 

09

 
110137802  อ่านหนังสือเยอะๆ ค่ะ ดูวิธีการใช้คำว่านักเขียนคนอื่นๆ เขาใช้ว่าอย่างไร

 

 

 

10

 

 

 

110137802  เวลา บรรยาย ให้คิดเหมือนตัวเองพูดให้คนอื่นฟังอยู่ พูดยืดยาวไปเพื่ออะไรถ้าคนเข้าใจกันอยู่แล้วใช่มั้ย ส่วนเวลาไหนที่ควรบรรยายหนักๆ เลย น่าจะเป็นฉากที่ต้องอาศัยความเข้าใจเกี่ยวกับอะไรสักอย่าง เพื่อที่จะได้ไปขยายเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้นต่อไป (แล้วเราก็ไม่ต้องมาบรรยายซ้ำอีกรอบแล้ว) แล้วก็พวกความรู้สึกนึกคิด อย่างที่พี่บอก คิดว่าเหมือนกำลังพูดกับใครสักคน เราจะเลือกบอกประมาณไหนไม่ให้น้อยหรือเยอะไป

 

 

 

11

 

 

110137802  ตัดใจเลือกให้แต่ละคนเด่นคนละแบบ คนนี้น่ารัก คนนั้นหน้าหวาน คนนี้หน้าเข้ม ปากจัด บลาๆๆ ง่ายดี 555+

 

 

 

12

 

 

110137802  คิดว่าตัวเองเป็นนางเอก คิดว่าตัวเองคือคนถูกกระทำ พอบรรยายก็เอาเต็มที่เลย อินเนอร์มาแล้ว 555

 

 

13

 

 

110137802  อ่านเยอะๆ บางทีเจอคำอะไร หรือรูปประโยคสวยๆ ก็โน้ตเก็บไว้ อ่านบ่อยๆ เดี๋ยวก็เก่งนะ

 

 

14

 

 

 

 

110137802  การทำให้เรื่องน่าติดตามเนี่ย ตัวใครตัวมันค่ะลูกขาาา ขนาดพี่เขียนเองพี่ยังไม่รุ้เลยว่ามันน่าติดตามหรือเปล่า 555+ ส่วนเขียนบุคคลิกยังไงให้แตกต่างกัน ง่ายมากๆ คือเราวางพล็อตก่อนแล้วพยายามคุมโทนของเรื่องเอาไว้ แต่ส่วนใหญ่พวกเราจะชอบเขียนนางเอกร่าเริง เฮฮาใช่มั้ย เพราะว่าใกล้ตัวเรา พอต้องมาเขียนนางเอกเงียบๆ ขรึมๆ แล้วมักจะไม่ชิน ให้พยายามอ่านพล็อตที่ตัวเองร่างเสร็จไว้บ่อยๆ เหมือนกล่อมตัวเองไปเลย 55+ บางทีพี่ก็เขียนโน้ตแปะไว้ที่ข้างจอเลยว่า

 

นางเอกเงียบๆ นิ่งๆ !!

 

เหลือบเห็นทีไรก็พยามดึงมันเข้ามาอยู่ในบุคคลิกที่เราคิดไว้จ้า 55

 

 

 

 

109904393109904393

ว่าด้วยเรื่อง แรงบันดาลใจ ในการแต่งนิยาย

เอาตัวละครมากจากไหน/เหตุการณ์/ฉาก

 

219

 

 

นี่ อีกพาร์ทที่ผู้ที่ฝึกปรือมานานจะได้เปรียบน้องใหม่ค่ะ เข้าใจว่าบางทีอยากเขียนนิยาย แต่บางครั้งก็ไม่รู้จะเขียนอะไรดี จะเขียนอะไรก็มีคนเขียนไปแล้ว บลาๆๆ อะไรพรรค์นี้ งั้นในพาร์ทนี้ มาแบ่งวิธีการหาแรงบัลดาลใจของเมนะคะ ไม่รุ้ว่าคนอื่นจะใช้ได้ผลมั้ย เพราะแต่ละคนก็มีวิธีการที่แตกต่างกันไป แต่อันนี้ของเมนะ

 

 

 

 

icon-ya-chuuiเรื่องรอบตัว

สำคัญ มาก เวลาเดินกลับบ้าน เวลาเดินผ่านร้านรวง อย่าคิดว่ามันก็เหมือนๆ เดิมไปทุกวัน เป็นนักเขียนทั้งที จินตนาการเข้าไปค่ะ ลองปรับมุมมองอยู่ อย่างเมเวลาขึ้นรถไฟฟ้า ชอบคิดว่า… ถ้ารถหยุดวิ่งแล้วทุกคนติดอยู่ในรถไฟฟ้าจะเป็นยังไงน้า มีใครหล่อบ้างหรือเปลา เอิ๊กๆๆ อะไรงี้ เริ่มจากเรื่องใกล้ตัวก่อนเลย ไม่ต้องมองหาอะไรไกลๆ ไปเรียนที่มหาลัย เจอใครหล่อ เจอใครสวยก็จับมาจิ้นเข้าไปสิ สนุกจะตาย 5555+

 

icon-ya-chuuiความอยาก WANT-NEED

อยาก มีนั้น อยากมีนั่น  แต่ชีวิตนี้คงไม่มีทางได้ เก็บมาเป็นแรงขับเคลื่อนไปเลย (ยิ่งกว่าแรงบันดาลใจ) โลกความจริงมันเป็นไปไม่ได้ แต่ในโลกที่เราเป็นคนสร้างด้วยปลายปากกา ทำได้ทุกอย่างนะเฟ้ย!!

 

icon-ya-chuui-อ่านหนังสือ

ได้ ทั้งขึ้นทั้งล่อง ทั้งสนุกทั้งพัฒนาการเขียนไปด้วย เพราะเราจะรู้จักการใช้คำ ใช้กริยามาบรรยายเป็นสำนวนใหม่ๆ ของเราเอง อ่านมากก็พัฒนามากขึ้นค่ะ

 

icon-ya-chuui-ดูหนัง

สุดๆ กันไปเลย ทั้งเพลิน ทั้งได้แรงบันดาลใจเว่อร์ ฉากที่อลังการทั้งหลายนั่นมันชวนให้เราคิดต่อยอด อาจจะจุดประกายอะไรบางอย่างขึ้นมาก็ได้ เราก็คิดให้มันฉีกออกมาในรูปแบบของเราเองได้นะเออ

 

icon-ya-chuuiเล่นเกม

แนะนำเกมออนไลน์ มีอะไรน่าเหลือเชื่อเยอะ ไม่ได้เกิดขึ้นจริงบนโลก แต่เกมออนไลน์มันมักจะมีอะไรแปลกๆ มันให้เราอึ้งเยอะ

 

icon-ya-chuuiฟังเพลง

ถ้า ให้ได้ผลที่สุดคืออ่านเนื้อเพลงไปด้วย สำคัญมากนะ อ่านเนื้อร้องเนี่ย โดยเฉพาะเพลงสากล ขอแนะนำให้เริ่มให้ฟังซะ แล้วก็จินตนาการเป็นฉากๆ ตามเพลงไปเลย

 

icon-ya-chuuiicon-ya-chuui  เที่ยว

ได้ อะไรจากการเที่ยวเยอะมากค่ะ ออกไปให้โลกใบใหม่ ออกไปเจอสังคมที่แตกต่าง มันคือที่สุดของที่สุดจริงๆ  อย่างน้อยการออกไปเที่ยว (ใน/นอกประเทศ) ทำให้เมมีวัตถุดิบในการเขียนมากขึ้น คือนิยายของเมสามารถอยู่ในโลเกชั้นอื่นๆ ที่ไม่ใช่ประเทศไทย และไม่ใช่แค่ในห้องเรียน ในกรุงเทพ บลๆๆ นอกจากเราจะสนุกที่ได้เขียน คนอ่านก็สนุกที่จะได้รู้อะไรใหม่ๆ ที่เราไปเจอมาด้วยนะ

 

 

ทั้งนี้แรงบันดาลใจมันคั้นด้วยเส้นบางๆ กับคำว่าลอก นะคะ

เพราะฉะนั้นอย่าให้แรงบันดาลใจนั้นมีอิทธิพลต่อเรามากเกินไป

อย่าลืมความเป็นตัวของตัวเองเชียวนะ

 

 

 

15

 

 

 

110137802วางพล็อตและ ทำกิจกรรมหลากหลายขึ้น ลองดูจ้า

 

 

 

 

 

 

 

109904393109904393

ว่าด้วยเรื่อง ทั่วๆ ไปที่ยังไม่เข้าใจเกี่ยวกับการเขียนนิยาย

ตั้งค่ากระดาษเท่าไหร่/ บริฟตัวละครคืออะไร / เรื่องย่อ

 

159

 

 

 

 

 

 

 

16

 

 

 

110137802 สำหรับนักเขียนหน้าเก่าที่เคยตีพิมพ์หนังสือแล้ว ส่วนของบริฟตัวละครเนี่ย น่าจะคุ้นเคยเป็นอย่างดี (โดยเฉพาะนักเขียนแจ่มใสที่ต้องทำทุกคน/ทุกเล่ม) บริฟตัวละครคือ การจับจุดเด่นๆ ของตัวละครที่เราเขียนในเล่ม ไม่ว่าจะเป็นพระเอก นางเอก ตัวประกอบสำคัญๆ ทั้งหมด เราจะดึงพวกบุคคลิก หน้าตา (เอกลักษณ์เด่นๆ) นิสัยใจคอ ใครจะลงลึกถึงส่วนสูง ยันเสื้อผ้าก็แล้วแต่จะขยันสรรค์สร้าง

 

บริฟตัวละคร ทำเพื่อให้นักวาดสามารถวาดได้ตรงกับที่นักเขียนจินตนาการเอาไว้ในนิยายนั่น เองค่ะ ลองคิดดูว่าเขียนพระเอกหัวแดง แต่นัดวาดลงสีหัวฟ้ามาเลย คนอ่านก็งงป่ะ ว่าบนหน้าปกมันคือใคร?? พวกทรีตเม้นท์ พล็อต ก็ตามที่อธิบายมาด้านเลย

 

ส่วนเรื่องย่อ ก็คือย่อนิยายที่เขียนมาทั้งหมด ใครทำอะไรที่ไหนอย่างไรเมื่อไหร่ เรื่องราวเป็นยังไง โดยไม่มีการกั๊กเอาไว้ว่าตอนจบเป็นยังไง ง่ายๆ ก็คืออ่านเรื่องย่อแล้วเข้าใจทั้งเรื่องไปเลยนั่นล่ะ สปอยล์มันทั้งเรื่องไปโล้ดดด เรื่องย่อที่นักเขียนทำเนี่ย ส่วนใหญ่เพื่อให้นักวาดได้อ่านดูคร่าวๆ จะได้รู้ว่าเขาวาดหนังสือแนวไหน สงคราม/ความรัก/ผีสาง รวมถึงใช้ส่งไปให้ผู้จัดค่ายละครต่างๆ ได้ลองอ่านดู ถ้าสนใจก็ว่ากันต่ออีกที

 

 

 17

 

 

110137802การตั้งค่าหน้ากระดาษ ให้ดูที่ http://www.jamsai.com/writing_test/standard/

 

 

ตัวอย่างการเซ็ทหน้ากระดาษค่ะ (หาที่เซ็ทไม่เจอ เปิด google หาเอาเองเด้อ )

 

pagesetup

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

แต่ละ Chapter ควรมีความยาวไม่น้อยกว่า 5 หน้า ไม่งั้นมันจะสั้นไป คนอ่านจะรู้สึกว่า อ้าว ตัดตอนอีกแล้วเหรอ?

แต่ถ้าถามว่าต้องยาวแค่ไหน อยากให้ดูความเหมาะสมมากกว่า เพราะบางทีก็ 7-8 หน้า บางทีก็เกือบ 15 หน้าขึ้นไปเลยถึงจะตัดตอนใหม่ เพราะฉากนั้นกำลังเข้มข้น ตัดแล้วมันสะดุด แล้วจะไปตัดมันทำไมล่ะ
ส่วนใหญ่เริ่ม Chapter ใหม่เพื่อขึ้นฉาก/สถานที่ใหม่ / ตัวละครเข้ามาแทรก เบี่ยงประเด็นออกไป เป็นต้น

 

 

18

 

 

 

110137802  อุปสรรค เดียวของพี่คือ ความขี้เกียจค่ะ 5555+  ส่วนใหญ่พี่จะไม่เจอปัญหาคิดพล็อตไม่ออก ตัน แล้วเขียนต่อไม่ได้เพราะพี่จะต้องคิดให้จบก่อนแล้วค่อยเขียน ไม่งั้นพี่กลัวว่าที่แต่งมาแล้วมันจะใช้ไม่ได้เลย (เสียเวลานั่งทำมาตั้งนานว่าปะ) เพราะฉะนั้นต้องคิดก่อนเขียนค่ะ  / แต่บางทีก็มีตันเหมือนกันนะ เพราะออกหนังสือมาเยอะแล้วแฮะ :<

 

 

 

19

 

 

 

 

 

 

110137802  เขียนอย่างเป็นขั้นตอนจ้า เวลาเรานั่งไล่เขียนตั้งแต่ต้นเนี่ย เราจะเห็นพัฒนา เห็นลำดับไปจนกระทั่งถึงตอนจบ พี่ก็ไม่เห็นว่ามันจะออกทะเลไปได้อย่างไร ในเมื่อเราแต่งตามที่เราคิดไว้นั่นเอง 555+

 

 

 

 

 

109904393109904393

ทริกแนะนำพิเศษ

ขี้เกียจ/ไม่อิน/เบื่อ/เซ็ง/

 

183

 

 

 

 

 

 

พาร์ทนี้ขอแนะนำทริกส่วนตัวที่ทำให้เมเขียนนิยายมาได้จนถึงปัจจุบันนี้นะจ้า

 

 

20

 

 

110137802  อันเรื่องพล็อตนั้น สอนเขียนแล้วน้า แต่จะมาตอบที่ถามว่าเขียนพล็อตตลอดมั้ย

 

ใช่ เขียนตลอดทุกครั้งเลยค่ะ ถึงจะมีเรื่องอยุ่ในหัวแล้วตั้งแต่จนจบ แต่พี่เองก็มีปัญหาในการจัดระเบียบมัน บางทีก็คิดได้หลายๆ สถานการณ์ แต่ไม่รู้ว่าอันไหนเขียนก่อน อันไหนควรเขียนหลัง เป็นต้น การวางพล็อตช่วยได้เยอะมาก รวบรวมความคิดที่กระจายอยู่เข้ามารวมกัน ทำให้ขณะแต่งอยู่รู้ด้วยว่าตัวเองเขียนไปได้ถึงไหนแล้ว สำหรับเม… วางพล็อตสำคัญมากๆ ค่ะ

 

 

21

 

 

 

110137802  บอกตามตรงเลยนะ ทุกครั้งที่พี่เขียน พี่จะไม่คิดว่าตัวเองเป็นแค่คนเล่าสถานการณ์หรือเหตุการณ์นั้นๆ อยู่ เพราะพี่เขียนนิยายด้วยการดำเนินเรื่องแบบสรรพนามบุรุษที่ 1 ( ตัวอย่าง ฉันไปเจอเขาที่เดอะมอล์มา หล่อมาก อยากขอเบอร์เขาจังเลย คือแบบนี้แหล่ะ) เพราะฉะนั้นจะคิดว่าตัวเองเป็นคนคนนั้นเลยแหล่ะ หรือก็คือตัวเองเป็นนางเอกนั่นล่ะ 555555+ เจ็บแค้นเคืองโกรธ อะไรใดๆ ก็นั่งทำอารมณ์ว่าเรานั่นละโดนกระทำซะเอง คิดอะไรก็ใส่เข้าไปเลยคราวนี้ กลับกันถ้าบทรักๆ น่ารักๆ ให้คิดถึงสิ่งดี คิดถึงฉากหนัง คิดว่ามีใครสักคนมาทำแบบให้เรา มันจะดีใจแค่ไหน อะไรประมาณนี้ ช่วยได้เยอะจ้า

 

 

 

icon_kuma_mini5  หนูมีพล็อตแล้ว วางโครงเรื่องแล้ว แต่หนูขี้เกียจังเลยค่ะ/ท้อด้วย

 

อย่าว่าแต่นักเขียนมือใหม่เลย นักเขียนเก่าแก่ทั้งหลายก็เป็นค่ะ ไอ้ขี้เกียจเนี่ย โอ๊ยย อย่าให้พูดถึง บางครั้งตัวเมเองก็ไม่ได้ทำงาน 6-7 เดือนเพราะว่าขี้เกียจ บลาๆ วิธีแก้ความขี้เกียจสำหรับเมนะคะ ก็คือ…. ไม่มีจะกินค่ะ ไม่ทำก็ไม่มีเงิน ˙﹏˙ บางครั้งถึงขั้นเขียนเป้าหมายเอาไว้เลยว่า จะไปเที่ยวยุโรป!! แปะข้างคอมมันเลย พอมองข้อความพวกนี้แล้วก็รู้สึก…. โอเค ทำงานต่อนะ เพื่อเป้าหมายยยย!!! ย้ากกกกกกก

 

แต่สำหรับมือใหม่แล้ว มีวิธีแนะนำเหมือนกันค่ะ ตอนที่เมแต่งนิยายเล่มแรก ก็ยังไม่ได้เงินเหมือนกัน อาจจะรู้สึกว่ามันดูไร้เป้าหมายไปหน่อย แต่งไปก็ไม่มีคนอ่าน/แต่งไปก็ไม่ได้เงิน แต่ขอให้บอกตัวเองว่า เรากำลังทำตามฝันของตัวเอง สักครั้งหนึ่งในชีวิต ไม่อยากมีหนังสือที่ตัวเองเป็นคนเขียนตั้งแต่หน้าแรกยันหน้าสุดท้ายด้วยสมองของเราเหรอ ได้มีชื่อ/นามปากกาของเราอยุ่บนปกเหรอ?? ถ้ายอมแพ้ ก็ไม่มีวันนั้นใช่มั้ยละ เพราะฉะนั้นพยายามเข้าค่ะ คนอื่นทำได้ เราก็ทำได้เหมือนกัน สองมือ สองตีนเท่ากัน สู้ๆๆ ♡♡

 

 

icon_kuma_mini5  เรียน/ทำงานอยู่ค่ะ ทำกิจกรรมก็เยอะ ไม่มีเวลาแต่งเลย

 

ทุกคนก็ยุ่งค่ะ 5555+ ทุกคนก็เรียน ทุกคนก็ต้องทำกิจกรรมเหมือนกันใช่มั้ยละ เพราะฉะนั้นจุดนี้เรียกว่าข้ออ้างมากกว่า เพราะฉะนั้นทำให้เป็นนิสัยค่ะ เขียนวันละ 3 หน้า หนึ่งเดือนก็ 90 หน้าแล้วนะคะ!! (มาตรฐานต้นฉบับเริ่มที่ 80 หน้าเอง) แต่ถ้ายังไม่ว่างจริงๆ เช่นจะแอดมิดชั่นอะไรแบบนั้น ก็พักเรื่องนี้ไว้ก่อนได้ ขอให้มั่นใจจริงๆ ว่าเราไม่อ้างกับตัวเอง เท่านั้นก็พอจ้า

 

 

 

icon_kuma_mini5  หนูอยากเป็นนักเขียนต้องทำไง

 

อ่าน http://www.jamsai.com/faq

หัวข้อเรื่องการส่งต้นฉบับ บลาๆๆ ศึกษาเองก็เก่งเองนะ 55+

 

 

 

Edit 2 . . .

 

 

icon_kuma_mini5  หนูคิดพล็อตไม่ออกเลยค่ะ ตันมากๆ /คิดไปก็ซ้ำกับคนอื่น

 

110137802   ใช่… เข้าใจนะว่าการคิดพล็อตไม่ออกมันเป็นยังไง มันไม่เหมือนแต่งไม่ออก (เพราะเหนื่อย/ขี้เกียจ/ไม่รู้จะเขียนยังไง) เพราะเมื่อไม่มีพล็อตก็คือไม่มีอะไรจะเขียนเลย 555+ คือเริ่มไม่ได้แม้กระทั่งจะร่างพล็อตออกมา เรียกว่าปัญหาตั้งแต่นับเลขศูนย์เลย ปัญหานี้เองเมก็เจอเหมือนกันค่ะ (อย่าลืมว่าเราจะไม่แต่งนิยายจนกว่าจะร่างพล็อตเสร็จนะ) วิธีแก้คือการอย่าฝืน อย่าดันทุรัง ปล่อยไปก่อน ออกไปดำน้ำ ดูปะการัง ตกปลา ทำกับข้าว สิ่งเหล่านี้ทำเพื่อค้นหาแรงบันดาลใจค่ะ แล้วอย่าลืมว่าเรื่องรอบๆ ตัวเรานี่ละคือวัตถุดิบชิ้นดี อย่าคิดให้เหมือนเดิมทุกวัน คิดอีกแบบ คิดให้มันสนุก คิดให้มันตลก จินตนาการคือพลังของนักเขียนนะคะ เพราะฉะนั้นอย่าทำตัวเหมือนเคยๆ อาจจะเริ่มต้นแค่ลองไปไหนคนเดียว กินข้าวคนเดียว ใช้เวลามองคนนู้นคนนี้ แล้วลองคิดเป็นเรื่องเป็นราวดู ฝึกทำค่ะ ฝึกคิดอะไรใหม่ๆ ตัดคำว่า ‘เป็นไปไม่ได้’ ออกไป  เพราะคุณเขียนนิยายค่ะ ไม่ได้เขียนสารคดี 555+

 

ส่วนเรื่องพล็อตซ้ำกับคนอื่นๆ ถ้าพล็อตแบบดาดดื่นทั่วไป ไม่เป็นไรค่ะ เช่นพระเอกเป็นแวมไพร์อะไรเงี้ย มีเป็นร้อยเรื่องบนโลกนี้อย่าห่วง แต่ถ้าคุณเริ่มดำเนินเรื่องแบบ นางเอกย้ายไปอยู่กับพ่อ สงสัยว่าเพื่อนร่วมชั้นสุดหล่อเป็นแวมไพร์หรือเปล่า เอาล่ะ… นี่เริ่มจะเป็นทไวไลท์เวอร์ชั่นใหม่แล้ว

ทริกแนะนำคืออย่าพยายามเขียนหรือคิดพล็อตให้ไปคล้ายกับหนัง/หนังสือ ที่มีเชื่องเสียงและมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวของเค้า อย่างเช่น อยากให้พระเอกเป็นซอมบี้ แล้วก็หลงรักนางเอกเอง….. อืม รับรองโดนหาว่าลอกวอร์มบอดี้ มาแน่นอน เห็นๆ กันอยู่ว่าเรื่องนี้เค้ามีเอกลักษณ์เด่นตรงนี้ เราจะไปดึงดันให้เหมือนเค้าทำไม เพราะฉะนั้นถ้าคิดพล็อต อย่าไปดึงเอกลักษณ์ของคนอื่นเขามาใช้เด็ดขาด

 

พล็อตธรรมดาไม่ใช่ว่าจะไม่สนุกนะ งานชิ้นหนึ่งของเมที่เพิ่งเสร็จไป เป็นเรื่องที่พล็อตไม่ซับซ้อนเลย เรียบมากๆ ประมาณแอบรักผู้ชายข้างบ้าน (มีเป็นพันๆ เรื่องบนโลกนี้ ) ถามว่าตัวเมเองรู้มั้ยที่พล้อตมันเกร่อขนาดนี้ แน่นอนว่ารู้อยู่แล้ว แต่งานเล่มนั้นเมมีความตั้งใจที่จะกลับสู่ความเบสิก พล็อตไม่ใช่เรื่องสำคัญ แต่ไปเน้นความละเอียดอ่อนของความสัมพันธ์ เน้นเรื่องราววัยรุ่น / เพื่อน/ ครอบครัว  แบบนี้แทน กลายเป็นนิยายเล่มนี้เน้นในพาร์ทของอารมณ์ ความรู้สึก ความสัมพันธ์ มันจะเป็นตัวของมันเอง พล็อตธรรมดา พล็อตซ้ำชาวบ้าน แต่มันเป็นงานของเราที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะของเราที่ไม่เหมือนคนอื่น

 

 

 

 

icon_kuma_mini5 ผลการพิจารณาไม่ผ่าน หมดกำลังใจ กลัวแต่งต่อจะไม่สนุก/ไม่ผ่าน

 

110137802  คำถามนี้ได้มาจากแฟนเพจ เป็นประเด็นที่ใหญ่เหมือนกันนะ เพราะความผิดหวังทำให้เรารู้สึกหวาดกลัวที่จะทำสิ่งนั้นๆ ซ้ำอีกครั้ง วิธีแก้คือเริ่มต้นจากการให้กำลังใจตัวเองก่อน  แล้วก็ลองอ่านความจริงที่โหดร้ายว่า ถึงจะเป็นนักเขียนที่มีผลงานอยู่แล้ว ก็ใช่ว่านิยายจะผ่านทุกเรื่อง/ทุกครั้ง บางคนก็มีโดนแก้ตรงนู้นตรงนี้ แก้ทั้งเรื่อง บางคนขั้นหนักเลยคือไม่ผ่าน 5-6 เรื่องนู้นน่ะ สรุปว่าของแบบนี้อยู่ที่ความอดทนค่ะ ใครทนได้มากก็มีสิทธิ์มากกว่า แต่ถ้าไม่ไหว จะพอแล้วก็ไม่ผิดนะ เพราะว่าการแต่งนิยาย คนที่ตัดสินว่าสนุกหรือไม่สนุก มันไม่ใช่เรา แต่เป็น บก. เป็นคนอ่าน เพราะฉะนั้นถ้าจะเอาดีสาย ต้องอดทนและฝึกฝนไปเรื่อยๆ ค่ะ  ผ่านเรื่องนี้ เรื่องหน้าอาจจะไม่ผ่าน อะไรก็เกิดขึ้นได้ อยู่ที่ความอดทนเท่านั้นจริงๆ

 

 

 

icon_kuma_mini5รื่องย่อ/วางพล็อต ต่างกันยังไง

 

110137802 เออ จริงๆ แล้วมันก็ไม่ต่างเลยเนอะ  ไม่ว่าจะเขียนเรื่องย่อหรือพล็อต ล้วนแต่เป็นการสปอยล์เนื้อหาทั้งหมดทั้งสิ้น เอาเป็นว่าสองอย่างนี้จุดประสงค์ในการใช้งานต่างกันค่ะ

 

เรื่องย่อ = ทำให้นักวาด/ผู้จัดการละครอ่าน  (ค่อนข้างเรียบร้อย)

พล็อต = เขียนให้ตัวเองไม่ลืมเรื่อง/ดำเนินเรื่องถูกต้องไม่ออกทะเล (ค่อนข้างเละ)

 

 

icon_kuma_mini5  คิดพล็อตไว้แล้ว แต่ไม่รู้จะดำเนินเรื่องยังไงไปให้ถึงจุดนั้น

 

110137802  จุดนี้แม้แต่นักเขียนที่เขียนงานมา 7-8  ปีอย่างเมยังว่ายากเลยค่ะ บางคิดไว้แล้วค่ะตอนนี้ต้องเป็นแบบนี้ แล้วตอนต่อไปจะเป็นยังไง แต่ทำยังไงมันถึงจะไปถึงตรงนั้นหว่า….

บางทีก็นั่งมองคอมพิวเตอร์เฉยๆ อยู่เป็นชั่วโมงก็มี (แล้วก็เล่นเน็ตไปเรื่อยเปื่อย) ส่วนใหญ่เวลาที่เมเจอปัญหานี้ก็คือพักไว้ก่อนค่ะ ออกไปดูนก ตกปลา บลาๆๆ อะไรแบบนั้นอีกครั้ง จนกว่าจะคิดออกแล้วค่อยกลับมาแต่ง อยาอกบอกว่าปัญหานี้เป็นกันทุกคน ทางแก้ก็มีแค่ต้องคิดไม่ออก 5555+ เพราะฉะนั้นทำใจสบายๆ หรืออาจจะข้ามไปแต่งตอนอื่นก่อนก็ได้จ้า (แต่ระวังต่อไม่ติด)

 

 

 

icon_kuma_mini5 เม112 เขียนนิยายอย่างเดียวหรือ? ไม่ทำอาชีพอื่น?

 

110137802  ใช่แล้วค่ะ ทำอย่างเดียวนี่ละคือเขียนนิยาย ไม่สามารถบอกได้ค่ะว่ารายได้เท่าไหร่กันแน่ แฮ่ๆ แต่เอาเป็นว่าอยู่ได้แน่นอนด้วยอาชีพนี้อาชีพเดียว

 

 

 

icon_kuma_mini5  ไม่รู้จะเขียนคำพูดโต้ตอบของตัวละคนยังไง

 

110137802  คิดเหมือนว่ากำลังพูดและสนทนาทั่วไปอยู่ค่ะ พาร์ทบทสนทนานี่ง่ายนะเมว่า (ง่ายกว่าพวกบรรยายแน่ๆ) ให้คิดเหมือนเราพูดคุยกันตามปกติ แต่มันก็มีเทคนิคขึ้นสูงไปอีกเยอะกว่าต้องมานั่งกังวลว่าตัวละครจะพูดยังไง เป็นตัวละครจะพูดยังไงให้มันเรื่องมันดูลึก ดูแยบยลขึ้น บางทีต้องพูดไม่พูด/ พูดให้นักอ่านตีความหมายเอง/ บลาๆๆๆ เพราะฉะนั้นเรื่องนี้จงอย่าปวดหัว เขียนเหมือนพูดนั่นล่ะจ้า

 

 

 

Edit 3…

 

 

 

icon_kuma_mini5  พี่เมค่ะ ปม เรื่องของนิยายหมายความว่าไงหรอค่ะไม่เข้าใจอ่าค่ะ แล้วมันจำเป็นต้องมีรึป่าวค่ะ หรือแค่วางพล๊อต แล้วก็แต่งตามอารมของเราไปเลย ??  ช่วยบอกหน่อยน่ะค่ะ ขอบคุณค่ะ

 

110137802  ครั้งที่แล้วลืมตอบคอมเม้นอันนี้ ขอโทษนะค้า แฮ่ๆๆ เรื่องของปม ปม ปม ปม คืออะไร จะอธิบายยังไงดีหว่า 555+ เอาเป็นว่า กาลครั้งหนึ่งนางเอกเป็นคนนิสัยประหลาด ไม่ชอบขึ้นลิทฟ์ ไม่เข้าที่แคบ พอพระเอกสืบสาวราวเรื่องไปแล้วก็พบว่านางเอกเคยถูงขังอยู่ในห้องเล็กๆ เธอก็เลยกลัวที่แคบ ไม่ขึ้นลิทฟ์ อะไรแบบนี้ล่ะ นี่แหล่ะค่ะคือปม  / ส่วนปมจะมีหรือไม่ก็ได้ แต่ที่มีปมก็จะทำให้เรื่องซับซ้อนขึ้น ปมจะทำให้ตัวละครดูมีมิติขึ้น ไม่ใช่แบบเฮฮา ปาร์ตี้ ชีวิตมีความสุขตลอดเวลา มีปมเพราะเคยจนมาก่อน พอมีเงินก็ใช้ไม่บันยะบันยัง พอเขียนแบบนี้แล้วจะรู้สึกว่าตัวละครนี้มีชีวิตจริงๆ นะ  สรุปว่ามีก็ดี ไม่มีก็ไม่แย่  แต่เขียนให้มีปมแล้วก็เอาปมนั้นมาใช้ให้เกิดประโยชน์ ไม่ใช่เขียนให้มันมีไปงั้นๆ อ่ะ เพราะอยากมีปมกับเค้า  (พิมพ์คำว่ปมมากจนจะงงเอง 55+)

 

ปมอีกแบบก็คือ ปมของพล็อต อันนี้เข้าขั้นมืออาชีพแล้ว คือการผูกปมของนิยายเข้าไว้ด้วยกัน เอาเรื่องนี้ไปผูกกับเรื่องนั้น เอาเหตุการณ์นั้นไปผูกกับเหตุการณ์นู้น (นึกภาพเชือกหลายๆ เส้นมันพันกันยุงเหยิง) นี่ก็คือ ปม เหมือนกัน 555+ พูดให้ง่ายก็คือ โยงเรื่องเข้าหากันนั่นล่ะค่ะ ถ้าทำได้ก็ถือว่าเก่งมาก ยิ่งโยงกันผูกกันเยอะก็ยิ่งเก่งมาก ….. แต่ต้องคลายมันออกได้ด้วยนะ 555+

 

 

icon_kuma_mini5  อยากเห็นหน้าตาสมุดจดของนักเขียนหน่อยค๊าา

 

จัดปายยยย….

 

notebook

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

หน้าตาแบบนี้ค่ะ เรียบๆๆ สีชมพู เป็นปกหนังนะคะเพราะว่าต้องหอบหิ้วไปทำงานด้วยบ่อยๆ ถ้าใช้เป็นสมุดปกผ้าน่ารักกุ๊กกิ๊ก…. ดำเป็นขี้กะปิแน่นอน หรือพลาสติกก็ไม่น่าใช้อะ มันดำเลอะเทอะได้เวลาถูกับโต๊ะกับอะไรนานๆ อ่ะ ของเก่าที่หายไปเป็นกระดาษแข็งเคลื่อบพลาสติกข้างบน ผลปรากฏว่าเละ!  เละแบบว่าอยากเปลี่ยนเลยแต่เปลี่ยนไม่ได้ เพราะเขียนอะไรไว้เยอะแล้ว ไม่อยากทิ้ง แต่บังเอิญว่ามันหาย!!  เสียดายข้อมูลในเล่มเก่าจริงๆ  คราวนี้ถอยมาใหม่ ขนาดใหญ่กว่าซัมซุงโน๊ต 2 ค่ะ เหมาะมือดี

 

ภาพใหญ่สุดจะเห็นว่าเวลาเมเขียนถึงตรงไหนแล้วจะฆ่าทิ้งไป ช่วยได้มากเลยจุดนี้ รู้ว่าเราไปได้ถึงไหนแล้ว

สำหรับ เมแล้วถ้าจะให้แนะนำสมุดจดพล็อตสักเล่ม อยากให้เลือกดีหน่อย เพราะเวลาเห็นมันแล้วจะได้อยากเขียน อยากจดนู่นนี่ลงไป  อีกอย่างซื้อดีหน่อยเพราะว่าเล่มเดียวใช้นานมากกกกกกก อันนี้ไม่ควรประหยัดแล้วก็ขอแนะทริกให้ดังนี้

 

  1. ปกควรจะเป็น (ไล่ตามคุณภาพ) หนัง/พลาสติก/ผ้า/กระดาษแข็ง/กระดาษธรรมดา
  2. ไม่มีเส้น สำคัญมากนะ เวลาเห็นเขียนจะรู้สึกเหมือนถูกบังคับ ให้หาสมุดไม่มีเส้น จะได้เขียนอิสระ จะเบี้ยวบ้าง เอียงบ้าง ไม่เป็นไรค่ะ เก๋ดีออก
  3. ลองกางสมุดออกก่อนว่าเวลาเขียนหน้าคู่ เขียนได้ง่ายป่าว ถ้าเขียนได้แค่คร่งหนึ่งแล้วติดอะไรเงี้ย อย่าไปซื้อ จดไม่มัน

 

ประมาณนี้ล่ะ สุดท้ายแล้วจะเขียนในสมุดจดหวยหรือหนังสือเรียนอะไรก็ตามแต่ ขอให้วางพล็อตก่อนเขียนก็พอค่ะ

 

 

 

Edit 4…

 

 

icon_kuma_mini5 ต้องกำหนดหน้ากระดาษก่อนมั้ยคะ มันดูโหวงๆ 

110137802  นี่คือคำถามของมือใหม่มากๆ เลยนะเนี่ย 5555 เพราะว่าถ้านักเขียนเก่าๆ นี่ ทุกคนจะต้องจัดหน้าก่อนเขียนแน่นอนเพราะว่า…. จะได้จำนวนหน้ามากๆ จะได้เหมือนเขียนได้เยอะแล้ว ก๊ากๆๆ เอาเป็นว่าเปิดเวิร์ดมา มันจัดหน้าไว้ยังไงก็เขียนไปแบบนั้นเลย (มาตรฐานทั่วไปของเวิร์ดใกล้เคียงกับมาตรฐานต้นฉบับอยู่แล้วจ้า) ใช้ฟร้อนท์ Cordia New ขนาด 14 แค่นั้นก็พอ   ที่มันดูโหวงๆ เหมือนเว้นที่ไว้เยอะๆ ก็เผื่อเวลาหนังสือเวลาเย็บข้างไงจ้า ถ้าไม่เว้นเอาไว้เยอะหน่อย เวลาเข้าเล่มแล้วมันจะอ่านลำบากน้า

 

 

icon_kuma_mini5 แต่งแล้ว รู้สึกไม่สมเหตุสมผลเลย ควรหยุดก่อนมั้ย หรือแต่งต่อไปแล้วค่อยมาแก้ทีหลัง

110137802  ถ้ารู้สึกว่าไม่สมเหตุสมผลแล้ว ห้ามแต่งต่อค่ะ เพราะเวลาแก้… อาจจะหมายถึงต้องแก้ทั้งเรื่องเลยนะ  จริงๆ แล้วอยากให้ย้อนไปตั้งแต่ตอนร่างพล็อตเลยค่ะ อยากให้คิดว่ามันชัวร์แน่ๆ แล้ว ลำดับไม่ผิดพลาด ทุกอย่างสมเหตุสมผลแล้วค่อยลงมือแต่ง ไม่ต้องรีบจ้า เพราะว่าถ้างานมันออกมาไม่ดี หรือมีจุดที่ต้องแก้ไข้ มันจะเสียเวลามากกว่าการรอให้แน่ใจแล้วค่อยทำอีกนะ พยายามวางพล็อตให้รอบคอบ อ่านให้ถี่ถ้วน ตอบให้ได้ทุกคำถามว่าเขียนตรงนี้เพื่ออะไร เขียนไปทำไม ประมาณนี้ล่ะ

 

สมจริงสมจังในที่นี่ ไม่เกี่ยวกับว่าความโอเว่อร์หรือความบังเอิ๊ญ บังเอิญ อะไรแบบนี้นะคะ ยกตัวอย่างเช่น เจอพระเอกบนรถเมล์ ทะเลาะกัน / วันต่อมาก็เจออีก ทะเลาะกันอีก / ไปโรงเรียนอยู่ห้องเดียวกันอีก อะไรเงี้ย… อันนี้ถือว่าเป็นเรื่องธรรมดา โอเคมันอาจจะดูเหมือนน้ำเน่า งี่เง่า เดาพล็อตได้ ใครจะมาเจอกันได้ทุกวี่ทุกวัน บังเอิญอะไรขนาดนั้น แต่นี้มันคือนิยายนี่นา 555 อีกอย่าง พอเราแต่งนิยายบ่อยๆ เข้า การวางเรื่องของเราก็จะซับซ้อนขึ้น การบังเอิญทื่อๆ แบบนี้ก็จะน้อยลง ประสบการณ์จะสอนเราไปเรื่อยๆ ยิ่งเขียนเยอะก็ยิ่งมีชั้นเชิงขึ้นค่ะ

 

 

icon_kuma_mini5ตอนเริ่มไม่รู้จะแต่งยังไงดี / แต่งอยู่แล้วปิ๊งไอเดีย ไม่รู้จะแทรกตรงไหน

110137802  อันนี้เข้าใจนะ เพราะทุกครั้งที่ต้องเริ่มเปิดนิยายเรื่องใหม่ ต้องเห็นมันตั้งแต่หน้าที่ 1….. โอย แสนจะเบื่อ แสนจะเซ็ง แต่พยายามตั้งใจเข้าไว้ค่ะ (นึกถึงความฝันของเราไว้!) การเปิดเรื่องอาจจะเริ่มด้วยการปูพื้นปูมหลังอะไรพวกนี้แหละ ส่วนใหญ่เมก็จะเริ่มแบบนี้เหมือนกัน เพราะเวลาที่เรื่องกำลังลื่น เมจะได้ไม่ต้องมาเสียเวลามานั่งอธิบายอะไรแบบนี้อีก บางทีดีเทลเล็กๆ ก็อาจจะเป็นจุดสำคัญให้เรื่องได้นะคะ ลองดูนะ

 

ส่วนปิ๊งไอเดีย ไม่รู้จะแทรกตรงไหน….

อยาก จะบอกว่าเมก็เป็นค่ะ 55555 แต่ว่าเมจะนิสัยไม่ดีค่ะ เมจะจดเอาไว้แล้วเก็บไปใส่เรื่องอื่นแทน มันก็เหมือนเราดูหนัง ฟังเพลงแล้วปิ๊งไอเดียดีๆ นั่นล่ะ พอเขียนนิยายไป เราอาจจะมีความคิดใหม่ๆ ก็เป็นไปได้ จุดนี้ขอแนะนำว่าถ้าหาตอนลงได้ สมเหตุสมผลก็ใส่ลงไปเลยจ้า แต่ถ้าไม่มีที่ลง เมว่าอย่าดันทุรังดีกว่า เพราะว่ามันจะทำให้เรื่องเราเสียรูปไปหมดได้นะ อาจจะกลายเป็นต้องมานั่งแก้แล้วแก้อีก คือเมจะให้ความสำคัญกับการวางพล็อตและพยายามดำเนินเรื่องตามนั้นให้มากที่ สุด เพราะเมเขียนนิยายหนึ่งเรื่อง ต้องไปให้ถึงตอนจบค่ะ T___T คือมันเป็นงานไปแล้ว เมจะมาทำค้างๆ คาๆ แล้วไปทำอย่างอื่นไม่ได้อ่ะนะ ฉะนั้นเมจะค่อนข้างมีวินัย แล้วก็ทำตามสเต็ปที่คิดเอาไว้ให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ (แต่บางทีก็ไม่เหมือนกับที่คิดไว้ มันบังคับไม่ได้ แต่ก็จะพยายามหาจุดร่วมให้เหมือนกับเคยที่นึกไว้ให้มากที่สุด) ส่วนไอเดียใหม่ๆ ที่ปิ๊งระหว่างเขียนจะเก็บเอาไว้ใช้กับเรื่องหน้าจ้า แต่ถ้ามีที่ลง…ก็ค่อยใส่ลงไป

 

 

เอาละ! คิดว่าน่าจะตอบเกือบจะครอบคลุมที่สงสัยกันแล้วนะคะ ใครมีอะไรก็ทิ้งคำถามเอาไว้ได้ (ขอเป็นคำถามที่ยังไม่มีตอบในนี้น้า) ไม่รู้ว่าเขียนมาเยอะแยะขนาดนี้จะมีคนอ่านมาถึงบรรทัดนี้หรือเปล่า แต่เมเชื่อว่าคนที่อ่านมาจนถึงตรงนี้ แปลว่าคุณมีความพยายามและใจรักที่จะเป็นนักเขียนจริงๆ ค่ะ เพราะฉะนั้นพยายามเข้าน้า ทุกคนเริ่มจากศูนย์ด้วยกันทั้งนั้น อย่างที่บอกว่า สองมือ สองเท้าเท่ากัน ไม่วันนี้ ก็พรุ่งนี้จะต้องเป็นของเราแน่ๆ

อ่านจบแล้ว ขอ 1 คอมเม้นท์เป็นค่าถ่ายทอดวิชาซะดีๆ

สุดท้ายนี้ใครยังมีอะไรสงสัยก็ทิ้งคำถามไว้ด้านล่างได้เลยจ้า เมจะแวะเข้ามาตอบให้นะ 。◕‿◕。